BB fic : feel me , part 1
posted on 03 Jan 2010 22:07 by cynicalคุยกันก่อน...
อยากจะบอกว่าเราน่ะห่างหายวงการแต่งฟิคไปนานมาก ที่แต่งมาก็กะโหลกกะลาได้อีก
ไม่มีแรงบันดาลใจอะไรเลย จนกระทั่งวันหนึ่งได้มารู้จักกับวงเกาหลีอะไรเนี่ย(??)
แต่ตอนหลังมาขอซูฮกเลยว่า เฮ้ย มันเก่งว่ะ ทำกรูกลืนล้ำลายตัวเองเฮือกใหญ่
จากที่พูดไว้ว่าไม่นิยมเกาหลี ตอนนี้เครซี่มากกกกกกกกกกก
บรรทัดนี้ขอเตือนว่า YAOI ล้วนๆ ไม่มีชายหญิง
ใครไม่ชอบก็อย่าอ่านเลยนะ ปิดเถอะค่ะ
Title :Feel me
Couple : TempG
Genre : Romantic comedy ?
Rating : General กันสุดๆ
Author's note : อ่านเรื่อยๆเมื่อยก็หยุด
ทำยังไงดี ทำยังไงดี?
กว่าสองชั่วโมงแล้วที่ใครคนหนึ่งถูกห้อมล้อมด้วยคำถามนี้ ดวงตาคมจ้องมองวัตถุธรรมดาทั่วไปหากมันอยู่ผิดที่ผิดเวลาราวกับไม่เคยได้เห็นมาก่อนบนโลกใบนี้ ใจครุ่นคิดอยู่เพียงจะทำอย่างไรกับของที่ว่านี้ดี...ถ้าเป็นคนอื่นจะทำอย่างไรกันนะหากเก็บสมุดไดอารี่ได้ อ่านกันโต้งๆ ทิ้งไว้แถวนั้น หรือไม่แม้แต่จะใส่ใจ
แล้วเขาล่ะ ?
ความคิดยังตีกันยุ่งเหยิง... หัวใจดวงน้อยต่อสู้กับความใคร่รู้และศีลธรรมอันดีงาม
...
นาฬิกาดิจิตอลส่งเสียงทันทีเมื่อได้เวลาแปดโมงเช้า ท่อนแขนหนาโผล่พ้นผ้าห่มปัดป่ายบริเวณโต๊ะข้างเตียง คลำอย่างทุลักทุเลแล้วกดปิดเสียงเสีย ใช้เวลาสักพักเพียงเพื่อลืมตาหนักอึ้งจากการอยู่ทำรายเสียดึกเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา บิดขี้เกียจยืดเส้นยืดสายสักนิดแล้วผละลุกจากเตียงอุ่นตรงไปห้องน้ำ
ไม่นานนัก...เขาอยู่ในชุดวอร์มยี่ห้อดัง แน่นอนว่าก่อนออกจากห้องพักเขาต้องคว้าไอพอด กุญแจ และเงินจำนวนหนึ่งติดตัวไปเผื่อฉุกเฉิน
สายลมเย็นปะทะผิวหน้าให้ความรู้สึกสดชื่นสมเป็นยามเช้า เหงื่อตามร่างกายทันทีที่สัมผัสกับลมดูเหมือนจะระเหยทิ้งความเย็นไว้ ขายาววิ่งไปตามถนนเลียบแม่น้ำสายยาว ผู้คนในชุดออกกำลังกายมากมายก็มาทำกิจกรรม
ของตนบริเวณนี้เช่นกัน เจ้าของใบหน้าอีกทั้งดวงตาคมปาดเหงื่อตรงไรผมทิ้ง...เหนื่อย ทว่ารู้สึกดี
เสียงเพลงเร้าให้กิจกรรมดำเนินต่อไปอย่างไม่มีเบื่อ
ขากลับ...ชายหนุ่มผู้รักการออกกำลังกาย(ในวันหยุด)นั่งพักตรงลานกว้างข้างแม่น้ำใหญ่มีม้านั่งซีเมนต์ถูกวางไว้ตรงจุดต่างๆเพื่ออำนวยความสะดวกสบายแก่ผู้คนที่ได้แวะมา เขาสืบเท้าด้วยความเหนื่อยตรงไปยังม้านั่งตัวหนึ่ง ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมายนัก เพียงแต่ทอดมองผิวน้ำต้องประกายแดดเท่านั้น ฉับพลันความว่างเปล่าถูกแทนที่
ด้วยความสงสัย นิ้วเรียวยาวแตะโดนบางสิ่งข้างกาย มันเป็นสมุดเล่มกะทัดรัด หนาพอประมาณ หน้าปกไม่ได้แสดงข้อความใดมีเพียงลายกราฟิกเล็กน้อยเท่านั้น
มันคือสมุดอะไรกันนะ ?
สิบนาทีผ่านไป...
ดวงตาคมเหลือบมองสมุดเป็นระยะ มือชักเริ่มขยับไปแตะบ้าง แต่ก็ชักมือกลับทุกครั้ง
ห้านาทีต่อมา...
เขาเริ่มเขี่ยให้สมุดเข้ามาใกล้ ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเมื่อเสียงของเด็กสาวที่ห่างไปประมาณห้าเมตรกรีดเสียงร้อง
อ้อ...เพื่อนแกล้ง ฮึ่ม!
เจ็ดนาทีต่อมา...
เขาทำใจเปิดอ่านสมุดเล่มนั้นอย่างกระหายใคร่รู้ เปิดผ่านๆเท่านั้นแหละ
ชิ้ง... เสียงสรรพสิ่งทุกสิ่งเงียบกริบ เป็นสมุดไดอารี่จริงๆด้วยสินะ
ทันทีที่สมองสรุปคำตอบเล็กๆบางส่วน คำถามใหม่ก็เริ่มปรากฏ เจ้าของอยู่ที่ไหนกันนะ
เขาหรือเธอวางมันไว้แล้วลุกไปเดินเล่นหรือเปล่า ...บ้าน่ะ ของอย่างนี้ไม่น่าจะทิ้งไว้เฉยๆ นี่มันความลับระดับโลกเชียวนะ
หรือว่าลืมทิ้งไว้จริง และยังไม่รู้ตัวว่าของสำคัญหายไป ชเว ซึงฮยอนครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ เริ่มแยกสถานการณ์ออกเป็นกรณีไป
เวลาผ่านไปจนครบชั่วโมง
ไร้ซึ่งวี่แววของผู้ตอบปริศนาแสนค้างคาในใจว่าฉันนี่แหละเป็นเจ้าของสมุดเล่มนี้ และนายก็เอาคืนมาได้แล้ว ซึงฮยอนยังคงนั่งรอต่อไป ชักเริ่มจะสงสัยในการกระทำอันแสนจะว่างเปล่านี้เสียแล้วสิ ใจหนึ่งอยากจะลุกจากไปอย่างมิใยดี แต่อีกใจก็ได้แต่บอกว่านั่งต่อเถอะ ถือเสียว่าเฝ้าของให้เพื่อนแล้วกัน
นานราวเวลาผ่านไปเป็นปี
ก็ไม่มีใครสักคนออกมาประกาศตัวว่าเป็นเจ้าของจริงๆ
ให้ตายเถอะ! ควรจะทำอย่างไรต่อไปดีล่ะ หากเขาปล่อยทิ้งไว้...ไม่รู้ใครจะมาเจอเข้า แล้วจะทำอะไรกับสมุดเล่มนี้ต่อ กระทั่งที่สุดจึงตัดสินใจหยิบสมุดเล่มนั้นติดตัวกลับห้องพักเสีย... ขอโทษด้วยนะ แต่ฉันปล่อยแกทิ้งไว้บนม้านั่งนั่นไม่ได้จริงๆ ตลอดทางกลับบ้านซึงฮยอนคิดอยากจะวิ่งย้อนกลับไปสถานที่เกิดเหตุเพื่อโยนสมุดเล่มนี้ทิ้ง...ก็ได้แค่คิด
...
“อืม... ก็อย่างที่นายว่ามา ฉันทำไปแล้ว ... อะไรนะ ตอนนี้เลยเหรอ ... หิวว่ะ ขอกินข้าวก่อนได้มั้ย ... ได้ ได้ แล้วเจอกันนะ”
ซึงฮยอนโยนโทรศัพท์มือถือลงบนเตียงนอน ใช้ผ้าขนหนูซับหยดน้ำพราวตามผิวเนื้อ ท้องร่ำร้องน่าอาย ต้องโทษเจ้าของสมุดบ้าๆนั่นที่ทำให้เขาหิวจัดถึงขีดสุด ร่างสูงคว้าเสื้อยืดสกรีนลายกราฟิกพอดีตัวและกางเกงยีนส์ฟอกสีมาสวม ทอดสายตามองด้วยความรู้สึกผิดกับสิ่งของบนโต๊ะนั่งเล่นเพียงชั่วครู่ ก่อนปิดบานประตูห้องพักจากไป
ไดอารี่ถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวอีกครา...
ซึงฮยอนโบกมือทักทายเพื่อนสนิทที่นั่งรอเขาอยู่ก่อนแล้วในกาแฟคาเฟ่ เขาดึงเก้าอี้ทรงโบราณให้ขยับถอยแล้วนั่งลงพร้อมวางสารปึกหนาบนโต๊ะ แอนดี้มองเอกสารเต็มไปด้วยตัวหนังสือแน่นขนัดแล้วถอนหายใจเบา ไม่พ้นสายตาช่างสังเกตของซึงฮยอนหรอก
“ทำแบบนั้นเพื่อ? ยังไงนายก็ต้องทำรายงานเหมือนเจ้าตั้งนี้ ไม่มีทางเลือกด้วย!” เหล่มองเพื่อนตัวแสบส่ายหน้าระอาราวถูกบังคับให้กินยาขมรสชาติแสนร้ายกาจ คู่สนทนานิ่วหน้าด้วยความเครียด... ให้ตายเถอะ ถ้ารู้ว่าต้องทำรายงานปึกหนาขนาดนี้ เขาน่าจะทำตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ได้รับมอบหมายงานตั้งนานแล้ว ไม่ใช่มาทำสองวันก่อนกำหนดส่งงาน ซึงฮยอนมองเห็นตาชั้นเดียวสะท้อนความหนักใจ ครั้นจะทิ้งให้เพื่อนคว้างกลางทะเลก็ใช่เรื่อง
“อ้อ... พอดีฉันทำรายงานอีกเรื่องเอาไว้ แต่ไม่ได้ใช้ ยังขาดเนื้อหาและก็วิเคราะห์อีกนิดหน่อย นายเอาไปสิ” มือเรียวยาวเลื่อนแฟ้มด้านใต้เอกสารปึกหน้าแก่คู่สนทนา แอนดี้ฉีกยิ้มกว้างลิงโลด
“นี่นาย... ซึงฮยอน ฉันรักนาย!!” แอนดี้ตะโกนลั่นร้าน ไม่แคร์สื่อว่าใครจะได้ยินแล้วคิดไปไกลถึงอวกาศหรือไม่ เพื่อนรักของเขาใจดีแถมกว้างยิ่งกว่าทะเลเสียอีก ทว่าซึงฮยอนหน้าแดงเถือกด้วยใบหน้ามิได้บางจนหายางไม่เจอ
เขาเห็นว่าเกือบทุกคน...ทุกคนก็ว่าได้ เริ่มโน้มตัวเข้าหากัน ขยับริมฝีปากซุบซิบนินทา บ้างก็ส่ายหน้าเพราะอะไรเขาก็ไม่รู้ บ้างก็ถอนหายใจเฮือก หูเจ้ากรรมได้ยินเสียงแว่วเข้าโสตมาประโยคหนึ่ง ดวงตาคมโตเบิกกว้างสะดุ้งเฮือก
(( “ไม่น่าเป็นเกย์เลยเนอะเธอ...”)) อุ๊ปส์!
หนี...ใช่! เขาต้องหนีจากร้านก่อนจะตกเป็นขี้ปากสังคมมากไปกว่านี้ คำเอ่ยลารัวเร็วทิ้งไว้ซึ่งความฉงนแก่บุคคลต้นเรื่อง แอนดี้ยกแก้วคาปูชิโน่ขึ้นจิบสบายอารมณ์ หาได้ใส่ใจกับบรรยากาศประกอบฉากเบื้องหลังพิลึกพิลั่นเต็มไปด้วยเสียงระงมจากการอกหักดังเป๊าะของสาวน้อยวัยกระเตาะแม้แต่น้อย!
...
ท้องฟ้าสีดำสนิทโรยตัวเข้าปกคลุม ความเงียบและความมืดเป็นเพียงสองสิ่งที่สัมผัสได้ ซึงฮยอนผลักประตูกระจกออกจากหอสมุดของมหาวิทยาลัย เขาอยู่เสียจนถึงเวลาปิดตอนสองทุ่มครึ่ง อยู่ค้นคว้าข้อมูลทำรายงานที่จะสมบูรณ์ ในไม่ช้า
มีเสียงฝีเท้าของใครบางคนเดิมตามหลังมา ซึงฮยอนเริ่มคิดถึงฉากไล่ล่าในภาพยนตร์ หัวใจเริ่มเต้นระรัว(ไปเอง)
ได้ยินบทสนทนาเบาๆของคนสองคน
“อะไร... ยังหาไม่เจออีกเหรอ”
“ยังเลย เดินหาทุกที่ที่ไปแล้วเนี่ย” น้ำเสียงคนที่สองเหมือนจะหงุดหงิดน่าดู ทำอะไรที่สำคัญหายสินะ
“หายไปกี่วันแล้วล่ะ”
“สองวันแล้ว ... บ้าฉิบ! ในนั้นมีแต่เรื่องน่าอาย”
เสียงของคนทั้งสองไกลออกไปทุกที...ทุกที คนที่แอบฟังบทสนทนาอย่างไม่ตั้งใจเหลียวหลังไปมองแต่ก็พบซึ่งความว่างเปล่า
ซึงฮยอนวางกระเป๋าเป้ แฟ้มใส่เอกสาร และเท็กซ์เล่มหนาลงบนโต๊ะ ดวงตาคมเต็มเปี่ยมด้วยความเหนื่อยล้าเหลือบมองนาฬิกา...กำลังจะสามทุ่มสี่สิบห้า โชคดีเหลือเกินที่ไปทานข้าวก่อนกลับบ้าน เพราะทันทีที่ลิ้มรสอาหารจานอร่อยตรงหน้าถึงได้รู้ตัวเสียทีว่าหิวมากขนาดไหน
ความคิดสะดุดกึก
นึกว่าวันที่ผ่านมาฝันไป... ตกลงเก็บได้ไดอารี่จริงๆเหรอนี่
ขอถือวิสาสะหน่อยแล้วกัน
หน้าแรกที่เปิดอ่าน...
“ นี่เป็นโลกส่วนตัวนะ เพราะมันมีแต่
สิ่งที่คิดแต่พูดไม่ได้ ... สิ่งที่ต้องการแต่ทำไม่ได้ ...”
ดูเหมือนเขาเริ่มมีบาปติดตัวชอบกล
และหน้าต่อไป
“รู้สึกเหนื่อย แย่มาก นี่เรากำลังทำอะไรอยู่เนี่ย ... เกิดมาเป็นคนมันเหนื่อยขนาดนี้เลยเหรอ
ฝันไว้ว่าสักวัน จะพบกับสิ่งที่เพิ่มกำลังใจให้...ถึงแม้มันจะเหนื่อย แต่ก็ต้องผ่านไปด้วยดี ....”
อา... ที่ผ่านมาเราก็รู้สึกแบบนี้รึเปล่านะ? คิ้วเข้มขมวดชิดติดกัน
“ความรักจะทำให้เราสูญเสียความเป็นตัวเองไป... ต้องใช่แน่ๆ
เพราะ ...”
อ้าว! แล้วมันเพราะอะไรล่ะ ทำไมไม่เขียนต่อให้จบประโยค เจ้าของร่างสูงเผลออินในอารมณ์เลยหงุดหงิดใจเป็นริ้วๆ
“วันนี้มาเดินเที่ยวริมแม่น้ำ แสงแดดตอนเย็นดูอบอุ่นจังนะ
ทั้งๆที่ตอนเช้าสว่างกว่าเป็นไหนๆ ใครหลายคนคงชอบตอนมันขึ้น
ไม่รู้สิ... แต่ชอบพระอาทิตย์ตกมากกว่า
แล้ว... คนนั้นล่ะ?”
เอาล่ะ มาถึงตรงนี้ หัวเหมือนจะหนักๆ นี่บาปกัดกินอยู่ใช่ไหม คงจะเตือนว่าห้ามทำสินะ
ซึงฮยอนยอมแพ้แก่สมุดไดอารี่แต่โดยดี ปิดมันและวางลงบนโต๊ะ
กว่าจะรู้ตัวอีกที เล็บที่นิ้วก็ถูกกัดเสียสั้นกุด วิตกจริตชัดๆ!
...
ฝ้าจากไอน้ำบังเงาสะท้อน ฝ่ามือปาดมันทิ้งจากกระจกไม่ใยดี... เขาเริ่มคิด
เฮ้! ทำไมโทรมได้ขนาดนี้กัน ดูแลตัวเองบ้างหรือเปล่า
ครีมทาบ้างมั้ย อาหารกินครบทุกมื้อแน่เหรอ
คำตอบคือไม่ทุกข้อ
เกินลิมิตไปไกลโข...
พระเจ้ากำลังสาปเขาใช่รึเปล่า
หรือมันจะเป็นคำสาปจากวัตถุประหลาดนั่น? โอยยยย เบลอแล้วเรา
สุดท้ายและท้ายสุดหนุ่มเกาหลีคนหนึ่งบนโลกใบนี้ นอนละเมอครวญครางทั้งคืน
เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็โดนไดอารี่เล่มยักษ์ทับตัว แถมยังโดนมันกัดหัวเข้าอีก เขาวิ่งหนีสุดแรงเกิด
วิ่งจนปอดแทบฉีก ไอหลอดลมแทบหลุด ... ถนนยาวชะมัด ที่โผล่พ้นดินขึ้นมานั่นมันบอสในเกมส์หรือไง
ทำไมตัวใหญ่อย่างนั้น ในมือไม่มีอาวุธอะไรเลย แล้วจะสู้ยังไงล่ะเนี่ย
บีมมมมม มันปล่อยลำแสงพิฆาตมาแล้ว
!!!
ซึงฮยอนสะดุ้งตื่นหอบหายใจแทบไม่ทัน เหงื่อผุดทั่วใบหน้า รู้สึกเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวราววิ่งออกกำลังกายมาร้อยกิโลเมตรได้ แต่...ได้ข่าวว่ายังไม่ได้ทำอะไรเลยสักหน่อย สะบัดหน้าแรงๆไล่อาการมึนงง
ครุ่นคิด... ล้อเล่นใช่มั้ย ไดอารี่นั่นจะมีอะไรแปลกๆจริงเหรอ? บ้าแน่ๆ
เสียงคุ้นเคยแว่วดังพร้อมสั่นสะเทือนเป็นจังหวะ
“โอ้... ว่าแล้วเชียวต้องเป็นนาย” หัวเราะในลำคอพลางดึงผ้าห่มออกให้พ้นตัว “อะไรนะ? ... เหรอ ก็ได้ อืม อืม”
ถอนหายใจโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะคว้าผ้าขนหนูเข้าห้องน้ำไป
ตอนนี้ซึงฮยอนแต่งตัวพร้อมออกไปข้างนอกแล้ว แอนดี้โทรมาเพื่อขอร้องให้เขามาช่วยตรวจทานรายงานก่อนส่งอาจารย์ แถมยังกำชับว่าจะเลี้ยงข้าวเขามื้อหนึ่ง เอาของกินมาล่อนี่เห็นเขาเป็นอะไรกัน นี่ไม่ได้เห็นแก่กินนะ...อย่าเข้าใจผิดล่ะที่รีบออกห้องเนี่ย
“เฮ้ ... ซึงฮยอน” แอนดี้โบกมือไหวๆ ข้างกันนั้นมีใครอีกคนยืนอยู่ด้วย
“หวัดดีซึงฮยอน”
“เฮ้!! ไม่เจอกันตั้งนานเป็นไงมั่งวะ คุช” ไหล่หนาของคุชแท็กเข้ากับไหล่ซึงฮยอน อา...เจ็บนิดๆแฮะ
“รายงานเสร็จหมดแล้วเหรอแอนดี้ ทำไมเร็วล่ะ” ร่างสูงก้มลงมองปึกรายงานหนาในมือเพื่อนสนิท “อย่าบอกนะว่าไม่ได้นอนเลย”
“ถูกเผง ฉันอดนอนเพื่อมันเลยแหละ บทเรียนสำคัญ คราวหน้าไม่เอาแล้วทำตัวเหลวไหลอย่างนี้”
ประโยคบ่นตัวเองเรียกเสียงหัวเราะของทั้งสามคนได้เป็นอย่างดี ก่อนจะเดินเข้าหอสมุดของมหาวิทยาลัยเพื่อค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย ซึงฮยอนเดินแยกออกไปด้านโซนหนังสือที่จะต้องใช้อ้างอิง ไล่นิ้วตามลำดับตัวเลขจนพบว่าตรงกับตัวเลขที่จดในกระดาษแผ่นเล็ก
ชั้นหนังสือเรียงรายอย่างเป็นระเบียบสูงจนมองไม่เห็นว่าจะมีใครบ้างที่ยืนอยู่อีกฝั่ง ที่ตรงนี้เงียบจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจ เงียบจนชั่วขณะหนึ่งเผลอคิดไปว่า...ที่นี่ มีเพียงคนๆเดียวยืนอยู่เท่านั้น
เสียงใครสักคนแว่วมาให้ได้ยินไกลๆ
“คงอยู่ชั้นนี้แหละ” เสียงแรกดังขึ้น
แต่ซึงฮยอนไม่เห็นใครเดินเข้ามาตรงที่เขาได้ยืนอยู่ คงจะเป็นอีกล็อกถัดไป
“เอ... นายจะใช้หมดนั่นเลยเหรอจียง” ยังเป็นเสียงเดิมที่ได้ยิน
“เออดิ... ก็ถ้าหามานิดเดียวยังไงอาจารย์ก็สั่งให้หาเพิ่มอยู่ดี สู้หาไปเยอะๆจะได้ไม่ต้องแก้ยังจะโอเคกว่านะ” อีกเสียงตอบเบาๆ กระนั้นซึงฮยอนได้ยินชัดราวกับบุคคลปริศนามายืนอยู่ข้างๆ คงเพราะบรรยากาศที่เงียบกริบนี่ล่ะมั้ง
“โอ๊ย! กระดาษบาด!”
“ไอ้ซุ่มซ่ามจียง... สักวันนิ้วนายจะขาดเพราะกระดาษบาดแน่ๆ บาดได้บาดดีเชียว” เสียงบ่นกระปอดประแปดดังช่วงต้นอย่างตกใจก่อนละลดระดับเสียงลง
ซึงฮยอนอดหัวเราะกับคำก่นสาปไม่ได้ เขาดึงหนังสือเล่มหนาออกจากชั้นก่อนจะเดินกลับไปทางเดิม
ใช้เวลาอีกราวๆสามถึงสี่ชั่วโมงรายงานโคตรทรหดของเทอมนี้ก็ปิดฉากลงอย่างสวยงาม ชายหนุ่มทั้งสามคนแทบจะร้องไห้เป็นสายเลือดเมื่อมองดูรายงานที่เข้าเล่มเสร็จสมบูรณ์พร้อมส่งแล้ว แอนดี้และคุชทำหน้าเพ้อปนล่องลอย ซึงฮยอนแอบสังเกตเห็นว่าใต้ตาของคุชเหมือนจะคล้ำกว่าแอนดี้ด้วยซ้ำไป
“เอาไปส่งเลยมั้ยเพื่อน”
“ก็ดีนะ...แล้วไปหาอะไรกินกันเถอะ ฉลอง!”
จากนั้นซึงฮยอนก็พบว่าอาหารที่มีคนเลี้ยงเนี่ย...อร่อยถูกลื้นมากจริงๆนะ
...
กระป๋องเบียร์เย็นเยียบถูกยกขึ้นจิบ ลมพัดผ่านใบหน้าให้ความรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก จากชั้นที่สิบของอพาร์ทเมนท์นี้มองเห็นการดำเนินไปของชีวิตด้านล่างอยู่ลิบๆ แสงไฟนีออนสว่างไสวส่องนำทางผู้คนยามค่ำคืน เขายิ้ม
พึงใจที่ได้เห็นแสงสีส้มอบอุ่นเบื้องหน้า ...
เขาเริ่มมึน...
รสนุ่มของเบียร์ไหลผ่านลงลำคอไป จนกระทั่งที่สุดซึงฮยอนจึงเดินกลับไปนั่งตรงโซฟาสีครีมในห้องรับแขก
เสียงเข็มนาฬิกาดังกว่าเสียงไหนๆในห้องนี้ ติ๊ก...ติ๊ก...ติ๊ก
คล้ายต้องมนต์สะกด จะด้วยเพราะความอยากรู้หรืออะไรก็ตาม ฝ่ามือเรียวเอื้อมไปหยิบไดอารี่ขึ้นมาเปิดอ่านอีกครั้ง...
“ เขาต้องรังเกียจแน่ๆถ้ารู้ความจริง
ใครจะยอมรับเรื่องนั้นได้ ... ไม่มีทาง
อา... พอเริ่มมีความรักก็ชักเป็นทุกข์แล้วสิ”
สายตายังไล่ไปเรื่อยๆตามตัวหนังสือ...
“วันนี้ไปหอสมุดมา ... เจอคนนั้นด้วย
มองเห็นไกลๆ ดูดีชะมัด
เฮ้อ... แต่เราไม่รู้จักกันเสียหน่อย
จะได้คุยกันมั้ย ...คงแค่ในฝันเท่านั้น?”
สงสัยจะรักข้างเดียวเป็นแน่ ซึงฮยอนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าของเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย
ลายมือดูเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ก็ไม่ได้มีตัวการ์ตูนอะไรวาดไว้อย่างที่สาวๆชอบทำ
เจ้าของเป็นผู้หญิง... ซึงฮยอนสรุป
“ถ้าคนเราไม่ใส่หน้ากากเข้าหากัน
ชีวิตเราคงจะวุ่นวายกว่านี้ ... บางทีก็รู้สึกเข้าใจว่าทำไมต้องแสร้งทำเป็นดี
เป็นเพราะเลือกที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
จะไปตามใจตัวเองทั้งหมดมันก็ไม่ได้ใช่มั้ย... มนุษย์นี่ประหลาดชะมัด
จะมีใครเข้าใจอย่างที่เราคิดรึเปล่านะ?”
อืม... เป็นคนที่มีความคิดแปลกดีแฮะ
“ กระดาษบาดรอบที่ล้าน!
นิ้วมีแต่แผลโดนบาด มันแสบยิ่งกว่าโดนมีด(คิดไปเอง?)
ยองเบชอบด่าจัง มันหาว่าซักวันนิ้วจะขาด นี่มันพูดประโยคนี้ทุกครั้งที่ได้แผลตลอดเลย
เบื่อจริง ... สาปกันอยู่นั่นแหละ”
คุ้นๆไหม?
ไม่ทันจะได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น ร่างสูงก็ถูกความง่วงเข้าจู่โจมกะทันหัน ต้องยอมแพ้แต่โดยดี
next part is coming!!
ปล. ไม่รู้ว่าจะออกมากี่พาร์ทนะ เขียนเรื่อยๆเมื่อยก็หยุด
คอมเมนท์เป็นกำลังใจให้เราด้วยน๊าา
ฟิคด้นสดล้วนๆ
edit @ 3 Jan 2010 22:43:34 by cynical
edit @ 3 Jan 2010 22:51:32 by cynical